เมื่อความดีและความเก่งกลายเป็นบทลงโทษ
มีคำพูดที่ถูกส่งต่อกันมานานในโลกการทำงานว่า
"ถ้าอยากให้งานเสร็จเร็วและออกมาดี จงส่งงานนั้นให้คนที่ยุ่งที่สุด"
ฟังดูเหมือนคำชม แต่ถ้ามองให้ลึก มันอาจเป็นหนึ่งในประโยคที่สะท้อนความไม่เป็นธรรมของมนุษย์ได้ดีที่สุด
เพราะในชีวิตจริง คนที่ขยัน มีความรับผิดชอบ และทำงานได้ดี มักได้รับ "รางวัล" เป็นงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ยิ่งทำได้ดี ก็ยิ่งมีคนฝากงาน
ยิ่งพึ่งพาได้ ก็ยิ่งถูกเรียกใช้
ยิ่งรับผิดชอบ ก็ยิ่งต้องรับผิดชอบมากกว่าเดิม
ในขณะที่บางคนทำงานได้ไม่ดี ส่งงานช้า มีข้ออ้างตลอด หรือสร้างปัญหาให้คนอื่นตามเก็บ กลับมีภาระน้อยกว่าอย่างน่าประหลาด
จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า
ทำไมคนที่ทำตัวดีถึงเหนื่อยกว่า?
ทำไมคนที่มีความรับผิดชอบถึงต้องแบกทุกอย่าง?
และทำไมบางครั้ง คนที่สร้างปัญหากลับดูใช้ชีวิตสบายกว่าคนที่พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง?
คำตอบส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่เรื่องประสิทธิภาพการทำงาน แต่อยู่ในจิตวิทยาของอำนาจและการปกป้อง Ego ของมนุษย์
หลุมพรางที่เริ่มต้นจากในบ้าน
หลายครอบครัวมีลูกหลายคน
และบ่อยครั้ง เราจะพบรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
ลูกคนหนึ่งเป็นเด็กดี รับผิดชอบ พูดง่าย สั่งอะไรก็ทำ
ส่วนอีกคนดื้อ ต่อต้าน หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอยู่เสมอ
สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะยาวคือ พ่อแม่มักหันไปขอความช่วยเหลือจากลูกคนแรกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ล้างจานก็เรียกคนเดิม
ดูแลน้องก็เรียกคนเดิม
ทำธุระก็เรียกคนเดิม
จนบางครั้งลูกที่ทำตัวดี กลายเป็นเสาหลักของบ้านโดยไม่รู้ตัว
คำอธิบายง่าย ๆ คือ พ่อแม่รู้ว่าขอแล้วจะได้ผล
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันมีเหตุผลทางจิตวิทยาที่ลึกกว่านั้น
เมื่อลูกคนที่ดื้อปฏิเสธคำสั่ง สิ่งที่ถูกกระทบไม่ใช่แค่เรื่องงานบ้าน
แต่มันกระทบภาพลักษณ์ของการเป็นพ่อแม่
เพราะการถูกต่อต้านทำให้เกิดความรู้สึกว่า
"เราไม่มีอิทธิพลเหนือเขา"
"เราควบคุมสถานการณ์ไม่ได้"
"เราอาจเลี้ยงลูกล้มเหลว"
มนุษย์ทุกคนพยายามหลีกเลี่ยงความรู้สึกไร้อำนาจเช่นนี้
ดังนั้น แทนที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา หลายคนเลือกใช้วิธีที่ง่ายกว่า
นั่นคือหันไปพึ่งคนที่ร่วมมืออยู่แล้ว
ผลลัพธ์คือ คนดีถูกใช้งานมากขึ้น ส่วนคนที่สร้างปัญหากลับถูกปล่อยผ่าน
ไม่ใช่เพราะเขาสมควรได้รับสิทธิพิเศษ
แต่เพราะคนมีอำนาจกำลังหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายใจของตัวเอง
เมื่อพิมพ์เขียวเดียวกันถูกนำมาใช้ในออฟฟิศ
สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว มักเกิดขึ้นซ้ำในองค์กร
พนักงานบางคนส่งงานตรงเวลา
ตอบแชตเร็ว
รับผิดชอบ
ไม่ค่อยปฏิเสธ
ในขณะที่อีกบางคนมีปัญหาซ้ำ ๆ
ส่งงานช้า
ทำงานไม่ละเอียด
หรือสร้างความขัดแย้งอยู่เสมอ
ในโลกอุดมคติ หัวหน้าควรจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ
ควรพัฒนาคนที่อ่อนกว่า
ควรกระจายภาระงานอย่างยุติธรรม
แต่ในโลกความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือการโยนงานไปให้คนที่ไว้ใจได้
เพราะมันง่ายกว่า
และให้ผลลัพธ์ที่แน่นอนกว่า
นักวิชาการด้านการจัดการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Competence Trap หรือ "กับดักของคนเก่ง"
เมื่อใครสักคนแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีความสามารถสูง องค์กรจะส่งงานประเภทเดิม ๆ ให้เขาซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในระยะสั้น องค์กรได้ประโยชน์
แต่ในระยะยาว คนเก่งกลับไม่ได้เติบโต
พวกเขาใช้เวลาแก้ปัญหาแทนคนอื่น จนไม่มีเวลาพัฒนาทักษะใหม่
ไม่มีโอกาสคิดเชิงกลยุทธ์
และค่อย ๆ กลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาของระบบ
ไม่ใช่คนที่ได้รับการพัฒนาโดยระบบ
การเอาเปรียบที่ไม่ได้ตั้งใจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายครั้งคนมีอำนาจไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบ
หัวหน้าหลายคนอาจไม่ได้เป็นคนไม่ดี
พ่อแม่หลายคนอาจรักลูกทุกคนเท่ากัน
แต่พวกเขากำลังตกอยู่ในสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Negative Reinforcement
หรือการเลือกพฤติกรรมที่ช่วยลดความเครียดของตัวเอง
หากสั่งคนที่มีปัญหาแล้วต้องทะเลาะ
แต่สั่งคนที่รับผิดชอบแล้วงานเสร็จ
สมองจะเรียนรู้ทันทีว่าทางเลือกหลังสบายกว่า
และเมื่อทำซ้ำบ่อยครั้ง มันจะกลายเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายองค์กรจึงส่งสัญญาณประหลาดออกมา
คนที่สร้างปัญหาได้รับภาระน้อยลง
คนที่รับผิดชอบได้รับภาระมากขึ้น
และความสามารถกลายเป็นเหตุผลให้ถูกใช้งานหนักกว่าเดิม
ราคาที่คนน้ำดีต้องจ่าย
ในช่วงแรก คนเก่งมักรู้สึกภูมิใจ
พวกเขาได้รับความไว้วางใจ
ได้รับคำชม
ได้รับบทบาทสำคัญ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความไว้วางใจอาจค่อย ๆ กลายเป็นภาระ
หลายคนเริ่มรู้สึกว่า
ทำไมงานยากถึงมาลงที่เราเสมอ
ทำไมคนอื่นทำพลาดได้ แต่เราห้ามพลาด
ทำไมความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น แต่การยอมรับกลับไม่ได้เพิ่มตาม
เมื่อภาระมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่ ความเหนื่อยล้าจะสะสม
และนำไปสู่ภาวะ Burnout
องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่า Burnout เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
อาการสำคัญคือ
- อ่อนล้าทางอารมณ์
- รู้สึกห่างเหินจากงาน
- ประสิทธิภาพลดลง
หลายองค์กรสูญเสียคนเก่งไม่ใช่เพราะเงินเดือนน้อย
แต่เพราะคนเหล่านั้นเหนื่อยกับการแบกทุกอย่างอยู่คนเดียว
วิธีป้องกันตัวเองจากการเป็น "คนดีที่ถูกใช้"
การเป็นคนมีความรับผิดชอบไม่ใช่เรื่องผิด
ปัญหาอยู่ที่การรับผิดชอบทุกอย่างจนลืมดูแลตัวเอง
สิ่งสำคัญคือการสร้างขอบเขตหรือ Boundary
ขอบเขตไม่ใช่การเห็นแก่ตัว
แต่เป็นการกำหนดว่าความช่วยเหลือของเราควรมีขนาดเท่าไร
เราสามารถช่วยได้
แต่ไม่จำเป็นต้องช่วยทุกครั้ง
เราสามารถรับผิดชอบได้
แต่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบแทนทุกคน
เราสามารถเป็นคนดีได้
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นที่รองรับปัญหาของทั้งระบบ
การพูดว่า
"ตอนนี้ผมมีงานเต็มแล้ว"
"ผมช่วยได้หลังจากงานหลักเสร็จ"
หรือ
"เรื่องนี้ควรเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของงาน"
ไม่ใช่การปฏิเสธองค์กร
แต่เป็นการปกป้องสุขภาพใจของตัวเอง
หากวันหนึ่งเราเป็นคนมีอำนาจ
บทเรียนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การป้องกันตัวเอง
แต่อยู่ที่การไม่ส่งต่อวงจรนี้ให้คนอื่น
หากวันหนึ่งเราเป็นหัวหน้า เป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นพ่อแม่
จงระวังความสะดวกที่มาพร้อมกับคนเก่ง
เพราะคนที่ไว้ใจได้ มักเป็นคนที่ถูกมองข้ามมากที่สุด
อย่าปล่อยให้ความร่วมมือของพวกเขากลายเป็นข้ออ้างในการโยนภาระเพิ่ม
อย่าปล่อยให้คนรับผิดชอบต้องรับผิดชอบแทนทุกคน
และอย่าปล่อยให้ Ego ของตัวเองทำให้เราเลือกทางง่าย แทนที่จะจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ
เพราะในท้ายที่สุด องค์กรที่ดีไม่ใช่องค์กรที่คนเก่งแบกทุกอย่างได้
แต่คือองค์กรที่ทุกคนรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง
และคนดีไม่ต้องจ่ายราคาแพงเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนดี